การเลี้ยงนก

            

9 อันดับ นกสวยงามที่คนทั่วไปอยากเลี้ยง


อันดับ 1 อัฟริกันเกรย์ 
นก ปากขอขนาดกลางสีเทาที่ถูกถามถึงมากที่สุด แม้ว่าความสวยงามจะไม่โดดเด่น แต่มีจุดเด่นที่ด้านความเชื่องฉลาด สามารถฝึกให้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับคนได้ เช่น การเรียนเสียงพูด การโต้ตอบ และที่สำคัญยังเป็นนกที่มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อเป็นระยะ ทั้งในและต่างประเทศและยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนกที่พูดเก่งที่สุดในโลก ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้เลี้ยงทั่วไปอย่างมากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่ส่วนใหญ่รู้จักนกชนิดนี้คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในศัยกภาพและความสามารถที่ มีอย่างหลากหลาย อย่างไรก้ดีแม้ว่าจะเป็นนกที่ได้รับความนิยมหรือมีการถามถึงมาก แต่การจำหน่ายหรือระบายสินค้าก้เป็นไปได้จำกัด เพราะราคาที่ค่อนข้างสูงยังเป็นตัวจำกัดการนำไปเลี้ยงที่สำคัญ ใครเห็นและ รู้ถึงสรรพคุณของนกอัฟริกันเกรย์ที่มีอย่างโดดเด่น ไม่ค่อยมีใครปฏิเสธที่จะนำไปเลี้ยง อยากเข้าไปสัมผัสและเห็นตัวจริง


อันดับ 2 นกกระตั้ว 

เป็นนกปากขอขนาดกลางอีกชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคทั่วไปรู้จักและคุ้นเคยดี และอยากจะเป็นเจ้าของด้วยจุดเด่นที่เป็นนกเชื่องนิสัยไม่ก้าวร้าว สามารถเข้าได้กับทุกคนไม่ใช่เฉพาะเจ้าของเท่านั้น นำมาฝึกให้พูดได้ แต่ไม่เก่งเท่าอัฟริกันเกรย์ ขณะที่ความเชื่องของกระตั้วเหนือกว่าซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้รู้จัก และได้รับความสนใจ กระตั้วมีหลากหลายสีสันให้เลือกเลี้ยง ที่พบบ่อยๆคือ สีขาวหงอนเหลือง นอกจากนั้นยังมีสีเทา ดำ ชมพู กระตั้วแบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งทุกขนาดเป็นที่ถามถึงของผู้เลี้ยง จุดเด่นของกระตั้วที่คนเลี้ยงทั่วไปชื่นชอบ คือ ความเชื่อง สีที่ขาวสะอาด โอกาสและความเป็นไปในการนำมาฝึกให้เชื่อง พูดเรียนเสียงมีสูง แต่จะมีข้อเสียที่ผงแป้งติดตัวเยอะ เสียงร้องแหลมสูง และ ความหวงเจ้าของที่มีมากจนเกินเหตุจนไม่ยอมผสมพันธ์  

อันดับ 3 มาคอว์ 
นก ปากขอขนาดใหญ่ซึ่งมีหลากหลายสีสันให้เลือก ชนิดที่พบบ่อยในท้องตลาด คือ บลูแอนด์โกลด์ กรีนวิงส์ และสการ์เร็ต ส่วนสีอื่นๆพบน้อยมาก การที่มาคอว์ได้รับความสนใจเป็นเพราะภาพลักษณ์ทีดูดี เป็นนกสีสันสวยงาม เป็นนกหายาก มีขนาดใหญ่ ราคาแพงสามารถนำมาฝึกให้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับคนได้ ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็น ส่วนใหญ่ อยากมีไว้ในครอบครอง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านราคาที่สูง และปริมาณสินค้าที่มีอยูในระบบไม่มาก ประกอบกับเป็นนกขนาดใหญ่ การนำเข้ามาเลี้ยงเพื่อความสวยงามทำได้เฉพาะผู้ที่มีความพร้อมจริงๆเท่านั้น



อันดับ 4 ซันคอนัวร์ 
นก สวยงามอีกชนิดในตระกูลคอนัวร์ ที่รู้จักกันมาช้านาน มีจุดเด่นที่สีสันเมื่อโตเต็มไวสีเหลืองสดปนส้ม เป็นนกปากขอขนาดพกพาสะดวก สามารถฝึกให้เชื่องและคุ้นเคยกับคนได้ง่าย ราคาตัวในปัจจุบันไม่สูงมาก จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่มีข้อเสียอยู่ที่เสียงร้องค่อนข้างดัง

อันดับ 5 อีเล็กตัส 
นก ปากขอขนาดใหญ่สีสันสดใส แยกเพศด้วยสี ตัวผู้สีเขียวเข้ม ตัวเมียสีแดงสด สามารถนำมาฝึกให้เชื่องและพูดได้ แม้ความเชื่องและการพูดจะไม่ค่อยเก่งนัก แต่ด้วยสีสันและราคาค่าตัวที่ไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดที่ใหญ่ จึงทำให้เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่คนทั่วไปอยากนำไปเลี้ยงไว้เพื่อความสวยงาม

อันดับ 6 นกแก้วโม่งอินเดีย-ริงค์เน็ก 
ด้วย จุดเด่นที่รูปร่างและสีสัน รวมถึงความสามารถในการนำมาฝึกให้เชื่องและสอนให้พูดได้ อีกทั้งรูปร่างหน้าตายังเป็นนกแก้วสายพันธุ์พื้นบ้าน ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีในสังคมไทยความสนใจและต้องการนกสายพันธุ์ดัง กล่าวจึงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มของชาวบ้านซึ่งคุ้นเคยและผูกพันธ์กับนกดังกล่าว


อันดับ 7 ค็อกกาเทล 
นก สวยงามอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางด้วยจุดเด่นที่ขนาดไม่ ใหญ่มาก มีสีสันให้เลือกอย่างหลากหลาย เสียงร้องไม่ดัง ใช้พื้นที่เลี้ยงไม่มาก สามารถนำไปเลี้ยงในแหล่งชุมชนได้ นอกจากนั้นยังนำมาฝึกให้เชื่อง และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับคนได้ และที่สำคัญไม่ต้องลงทุนมาก สำหรับการเริ่มต้นเลี้ยง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้นกชนิดนี้ได้รับความสนใจ


อันดับ 8 เลิฟเบิร์ด 
นก สวยงามอีกชนิดที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จากความนิยมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นมีอยู่ที่สีสันมีหลากหลายชนิด ขนาดไม่ใหญ่เกินไป นำมาเลี้ยงรวมปล่อยบินอยู่ในกรงขนาดใหญ่จำนวนมาก จะเห็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่คนส่วนใหญ่ที่เลี้ยงเลิฟเบิร์ดเพื่อความสวยงามให้ความ สำคัญ



อันดับ 9 นกหงส์หยก 

นกสวยงามอีกชนิดที่คนไทยรู้จักมายาวนาน และมีการเลี้ยงเพื่อความสวยงามกันอย่างแพร่หลายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันความนิยมก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นเป็นนกเลี้ยงง่าย กินอาหารได้หลากหลาย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ราคาไม่สูง และมีหลายสีสันให้เลือกเลี้ยง แต่ไม่ค่อยนิยมนำมาฝึกบิน
 

เทคนิคและวิธีการเลี้ยงนกอย่างถูกต้อง

ข้อคำนึงก่อนจะเลี้ยงนก

อย่างแรก : เลี้ยงนกอะไรดี?

 

นับว่าเป็นคำถามที่ดี....เพราะมันนำไปสู่ การสร้างทัศนคติในครั้งแรกของการเลี้ยงนกว่า แท้จริงแล้ว "การเลี้ยงนก เป็นเรื่อง ง่ายหรือยาก" ดังนั้น การเลือกชนิดของนกที่จะเริ่มเลี้ยงในครั้งแรก จึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะหากเลือกนกที่มีสนนราคาสูง และค่อนข้างเลี้ยงยากเกินไป หากเกิดความผิดพลาดในการเลี้ยงจนนำไปสู่ความสูญเสียนก ย่อมทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความรู้สึกขยาดที่จะเลี้ยงนกต่อไป

ในกลุ่มผู้เลี้ยงนกมือใหม่ อาจแบ่งกลุ่มชนิดของนกที่เลี้ยงออกตามความสนใจได้ 3 กลุ่มตามความนิยมคือ กลุ่มนกปากขอ ,กลุ่มนกฟินซ์ และกลุ่มนกอื่นๆ

 

กลุ่มนกปากขอ หรือที่รู้จักกันในนาม "นกแก้ว" นับเป็นนกเลี้ยงที่มีผู้รู้จักและนิยมเลี้ยงกันค่อนข้างมาก แทบจะ"ทั่วโลก" เพราะเหตุว่า นกแก้วนั้น ส่วนใหญ่มักมีสีสันที่สดใส สวยงาม ประกอบกับ นกแก้วหลายสายพันธุ์ เมื่อนำมาเลี้ยงให้เชื่องแล้ว ยังมีความสามารถในการเลียนเสียงต่าง ๆ รวมทั้งเสียงของมนุษย์ได้ดี

 

กลุ่มนกปากขอ สำหรับแนะนำมือใหม่นั้น ควรจะเป็นนกที่มีสนนราคาไม่สูง การเลี้ยงดูง่าย มีความทรหดอดทนสูงและที่สำคัญ สำหรับมือใหม่ที่อยากเลี้ยงในลักษณะของการเปิดประตูไปสู่การนักเพาะพันธุ์นกในอนาคต ควรพิจารณาเลือกนกปากขอที่สามารถแยกเพศได้และเพาะพันธุ์ได้ไม่ยากนัก ตัวอย่างของนกปากขอในกลุ่มนี้ อาจเริ่มจาก นกหงษ์หยก,นกแก้วเลิฟเบริ์ด,นกค๊อกคาเทล หรือ นกแก้วริงเนค ฯลฯ และเมื่อการเลี้ยงดู ศึกษา ทำความเข้าใจในพฤติกรรมนกเหล่านี้ได้ พอสมควรแล้ว การพัฒนาไปสู่การเลี้ยง หรือ เพาะพันธุ์นกปากขอขนาดใหญ่ คงทำไดไม่ยากนัก

 

กลุ่มนกฟินซ์

 

นักเลี้ยงนกบางท่าน อาจให้ความสนใจเลี้ยงนกที่มีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะ พื้นที่ในการดูแล,เสียงรบกวน เหล่านี้ควรให้ความสนใจนกเล็ก ๆ ที่เรียกรวม ๆ กันว่า "นกฟินซ์"

นกฟินซ์ เป็นชื่อเรียกรวม ๆ ของนกตัวเล็ก ๆ ที่มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยเมล็ดพืชและแมลงเล็ก ๆ เป็นอาหารหลัก นกฟินซ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนกที่เลี้ยงดูง่าย,ทรหดอดทนสูง และสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ง่าย อาจเริ่มจาก นกฟินซ์กะทิ หรือชื่อทางการคือ เบงกาลีสฟินซ์ นกฟินซ์ชนิดนี้เคยเป็นที่นิยมสูงสำหรับนักเพาะพันธุ์นกฟินซ์ราคาแพง ๆ โดยการเลี้ยงไว้สำหรับการเป็นนกพี่เลี้ยง หรือ นกมือปืน โดยให้ทำหน้าที่ในการฟักไข่และเลี้ยงดูนกฟินซืสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ดี

 

นกซีบร้าฟินซ์ นกตัวเล็กๆ จากออสเตรเลีย ที่มีสัญลักษณ์ลายดำพาดแนวขวางบริเวณหน้าอกดูคล้ายกับลายบนลำตัวของม้าลายจัดเป็นอีกหนึ่งของนักเลี้ยงฟินซ์มือใหม่ ที่น่าสนใจก็คือ สีสันมีมากมายและโดดเด่น โดยเฉพาะ ฟินซ์ขาว ที่มีสีขาวทั้งตัวพร้อมกับสีแดงอมส้มจัดบริเวณปากเป็นเสน่ห์ที่น่ารัก

 

กลุ่มนกอื่น ๆ

 

กลุ่มนกอื่น ๆ อาจจะหมายถึงนกที่ไม่เข้ากลุ่มจากนกทีกล่าวมาข้างต้น อาจรวมถึงบรรดานกร้องบางส่วนเข้าไปด้วย เ่ช่นกลุ่มนกเขาต่าง ๆ, นกปรอทจุก, ฯลฯ หรือแม้แต่กลุ่มนกกินแมลงบางชนิด เช่น กลุ่มนกขุนทอง เป็นต้น

 

ประการที่สอง : เลี้ยงที่ไหน

 

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นประเด็นที่ฟังดูง่าย เพราะคำตอบส่วนใหญ่มักตอบตรงกันคือ ก็ที่บ้าน!!

แต่จริง ๆ แล้ว สำหรับ "การเลี้ยงนก" มันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่า

นกหลายชนิด มีลักษณะนิสัย และพฤติกรรมที่อาจคล้าย หรืออาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บางชนิดสามารถอยู่รวมกันเป็นฝูง บางชนิดกร้าวร้าว บางชนิดสามารถส่งเสียงร้องได้ไพเราะชวนฟัง หรือ อีกบางชนิดอาจก่อให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้าน เพราะสาเหตุเสียงร้องที่ดังรบกวนมาก เป็นต้น

ตัวอย่างนกในกลุ่มปากขอ หรือ นกแก้ว มักไม่นิยมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เช่น นกแก้วกลุ่มคอแหวน (Ring Neck) นกแก้วในกลุ่มอเมซอน (Amazon Parrot) ฯลฯ ดังนั้น ภายใต้ข้อจำกัดของขนาดกรงนกที่เล็กเกินไป โดยเฉพาะสำหรับกรงเลี้ยงนกที่มีเนื้อที่สามารถเลี้ยงนกได้เพียง 2 ตัว อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับความพยายามที่จะเลี้ยงนกให้มากที่สุด

แม้ในกลุ่มนกฟินซ์ ที่เรามักจะทราบข้อมูลว่า เป็นนกที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ แต่ภายใต้กรงเลี้ยงที่เล็กเกินไป และนกฟินซ์ที่พยายามสร้างอาณาเขตของตัวในขณะที่กำลังเข้าคู่กับอีกตัวหนึ่ง อาจเป็นสาเหตุให้ เกิดความเครียดทั้งต่อตัวนกที่พยายามสร้างอาณาเขตของมัน รวมทั้งนกตัวอื่น ๆ ที่อาจโดนไล่จิกทำร้ายอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้ นอกจากนกจะไม่มีความสุขแล้ว ยังก่อให้เกิดการสูญเสีย โดยเฉพาะนกตัวที่อ่อนแอกว่าได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับนกในกลุ่มอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนกสองกลุ่มข้างต้น พฤติกรรมของการเริ่มสร้าง และหวงแหนอาณาเขตของตัวเอง การแย่งชิงอาหาร ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้เลี้ยงนกต้องคำนึงถึง

 

ชนิด,ประเภทและขนาดของกรงเลี้ยง

 

กรงเลี้ยงในปัจจุบันที่มากมาย หลายรูปแบบ นับแต่กรงนกที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่,หวาย ไปสู่กรงลวด และลวดเหล็กขนาดใหญ่ ต้องมีการเลี้ยงใช้ให้เหมาะสมกับชนิดและสายพันธุ์นกทีจะนำมาเลี้ยง

 

นกปากขอหลายชนิด มีพลังการกัดแทะที่มหาศาลกว่าที่คุณคาดไว้มาก การเลือกกรงซี่ไม้สำหรับเลี้ยงนกแก้ว ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เพราะเพียงไม่นานนัก คุณจะพบว่า กรงไม้ที่เลี้ยงนกปากขอ จะเหลือไว้เพียงกรงนกเปล่า ๆ พร้อม ๆ กับร่องรอยของซี่ไม้ที่ถูกกัดแทะจนเป็นช่องโหว่

 

 

ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกใช้วัสดุสำหรับกรงเลี้ยงนกปากขอนั้น ควรทำมาจากโลหะ เช่น ลวดเหล็กที่แข็งแรง เท่านั้น

ขนาดของกรงเลี้ยงนก ควรจะมีขนาดที่เหมาะสมกับ สายพันธุ์ของนก และปริมาณที่จะเลี้ยง

หากเป็นการเลี้ยงนกที่มีปริมาณหลายตัว การพิจารณาเลือกกรงเลี้ยงแบบภายนอก (Out door Aviary) ดูเหมือนจะมีความเหมาะสม และช่วยให้นกสามารถได้รับแสงแดดจากธรรมชาติ,สามารถบินออกกำลังกายได้ รวมทั้งกรงเลี้ยงที่ใหญ่พอ สามารถช่วยลดความเครียดจากการหวงแหนอาณาเขต และลดการจิกตีทำร้ายกันได้

 

ประการที่สาม : เลี้ยงอย่างไร?

 

นี่ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุด เพราะการเลี้ยงนกให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข,มีสุขภาพที่แข็งแรง รวมถึงสามารถที่จะให้ผลผลิตออกลูกหลานได้ในกรงเลี้ยงของมนุษย์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ ในเรื่อง ลักษณะนิสัย,พฤติกรรมต่าง ๆ ในธรรมชาติ และอาหารการกินที่เหมาะสมของนกสายพันธุ์นั้น ๆ

ตัวอย่างของนกในกลุ่มปากขอ หรือนกแก้ว โดยธรรมชาติอาจพบว่าอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์มักแยกตัวออกไปใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ เป็นคู่

 

นกแก้วส่วนใหญ่ใช้จงอยปากที่แข็งแรงมีลักษณะเรียวโค้งเป็นรูปตะขอ สำหรับการกัด แทะ อาหารและสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ อาหารที่สำคัญของนกแก้วโดยทั่วไป ก็คือ ผลไม้ต่าง ๆ ใบไม้บางชนิด และกลุ่มเมล็ดพืชต่าง ๆ หรือในกลุ่มนกฟินซ์ อาหารส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น มิลเลต,ข้าวไรน์,ข้าวฟ่าง,ข้าวเปลือก ฯลฯ รวมถึงแมลงและหนอนบางชนิด ในขณะที่นกในกลุ่มอื่น ๆ เช่น นกกินแมลง ฯลฯ อาหารการกินก็จะแตกต่างกันออกไป

ดังนั้น ปัจจัยในเรื่องอาหาร และความสะดวกในการที่จะมีแหล่งสำหรับการซื้อหาอาหารที่นกจะได้รับ ในพื้นที่ ๆ เลี้ยงก็น่าจะเป็นปัจจัยทีควรคำนึงถึงด้วยเช่นกัน

 

 

------------------------------------

การดูแลลูกนกแรกเกิด

 

ในกรณีผู้เลี้ยงนกที่มีนกเป็นคู่อยู่แล้วและบังเอิญมีลูกนกเกิดในบ้าน เนื้อหาของบทความจะเป็นการแนะนำวิธีการดูแลลูกนกตั้งแต่วันแรกเกิด จนถึงเวลาที่ลูกนกสามารถกินอาหารเองได้ อย่างไรก็ตามทางเว็บอยากทำความเข้าใจก่อนว่า เว็บ CookieTalkie.com ไม่มีนโยบายสนับสนุนให้มีการผสมพันธุ์นกและไม่เห็นด้วยกับการจับคู่นกเพื่อการผสมพันธุ์ให้เกิดลูก เรามั่นใจว่าการมีชีวิตที่เกิดในกรงขัง เป็นชีวิตที่ผิดธรรมชาติ การเกิดมาแล้วต้องถูกกักในกรงขังเป็นความทุกข์ทรมานของนก การเลี้ยนกในกรง การเพาะนกในกรง เป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรมที่มนุษย์ได้สร้างความผิดพลาดขึ้นต่อนกมาช้านานและมันควรจบสิ้นลงเสียที

 

กรุณาเลี้ยงนกที่มีอยู่ ด้วยการไม่สนับสนุนให้นกต้องเข้าสู่กระบวนการผสมพันธุ์ ผู้ที่มีนกเป็นคู่ไม่ควรใส่รังเพาะให้นก หรือควรถอดรังเพาะออกเมื่อพ่อแม่นกเลี้ยงลูกครอกสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ และลูกนกทุกตัวไม่ต้องใช้รังนั้นอีกต่อไปแล้ว จากนั้นก็เลี้ยงนกที่มีให้ดีที่สุด ให้นกของคุณเป็นนกตัวสุดท้ายที่เมื่อเขาจากเราไป ความเป็นทาษในกรงขังก็จะจบลงที่ตัวเขา

 

 

 

วันที่ 1

 

เมื่อลูกนกได้ฟักออกมาจากไข่แล้ว และพ่อแม่นกไม่ยอมรับลูกนกหรือทำร้ายลูกนกเท่านั้น เราจึงต้องนำลูกนกออกมาจากพ่อแม่ จากนั้นรีบนำลูกนกใส่ลงในถ้วยเล็กๆที่ปูก้นถ้วยไว้ด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งให้ลูกนกอยู่ในตู้ฟักไข่ Incubator เป็นเวลาอย่างน้อย 5-18 ชั่วโมงก่อนที่จะย้ายลูกนก ไปไว้ในตู้กก Brooder ที่ทำความสะอาดแล้ว ตั้งอุณภูมิเครื่องที่ 98 1/4 degrees Fahrenheit ในขณะที่ลูกนกยังมีอายุน้อยมากมากอย่างนี้ เราควรใช้น้ำกลั่นขวดที่นำไปต้มอีกทีแล้วเท่านั้นเป็นน้ำสำหรับให้ลูกนกดื่ม และก่อนให้น้ำนกเราต้องแน่ใจว่าน้ำนั้นได้ทิ้งให้ เย็นลงจนได้อุณภูมิที่เหมาะสม ส่วนน้ำสะอาดธรรมดาจะใช้ต่อเมื่อลูกนกมีอายุมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

 

ลูกนกในวันแรกจะยังไม่ต้องการอาหารป้อน เพราะลูกนกจะได้รับอาหารจากไข่แดงที่อยู่ในตัวลูกนก ดังนั้นการป้อนอาหารลูกนกครั้งแรกๆควรป้อนเฉพาะของเหลวเท่านั้น ซึ่งจะเลือกใช้ Pedialyte หรือจะผสมน้ำกับไวตามินชนิดน้ำเล็กน้อยก็ได้ โดยการป้อน ควรป้อนในปริมาณที่น้อยมาก ป้อนด้วยการใช้หลอดที่ใช้ในการหยอดตาหรือไซริงจ์ขนาด 1 มิลลิลิต ที่มีหัวป้อนสเตนเลส 20-gauge ลูกนกในอายุขนาดนี้ยังไม่ลืมตา

 

กรุณาอ่าน วิธีป้อนอาหารลูกนกเพิ่มเติมในบทความ (Articles) หัวข้อเกิดและเติบโต

 

วันที่ 2

 

ควรให้อาหารผสมที่มีความเจือจางมากๆ ความเจือจางใกล้เคียงกับความเจือจางของน้ำ เมื่อลูกนกอายุมากขึ้นจึงค่อยๆเพิ่มความเข้มข้น เริ่มใช้อุปกรณ์การป้อนโดยขนาดของอุปกรณ์ ที่จะใช้ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของลูกนก ที่สำคัญควรมีอุปกรณ์ป้อนไว้หลายๆอันเพื่อความสะดวกลูกนกแต่ละตัวต้องใช้อุปกรณ์การป้อนที่แยกกัน เพื่อป้องกันการติดต่อของโรคสู่กัน หลังป้อนเสร็จอุปกรณ์ป้อนต้องได้รับการทำความสะอาดทันที ด้วยการล้างลวกน้ำร้อนแล้วผึ่งให้แห้ง พร้อมสำหรับใช้ในครั้งต่อไป

 

นกต่างชนิดต้องการ อาหารในปริมาณที่ต่างกัน นกเล็กอย่าง lovebirds และ Brotogeris แทบจะกินอาหารน้อยมาก แค่หนึ่งหยดต่อครั้ง ของทุกๆครั้งที่ป้อน ในขณะที่นกขนาดใหญ่ เช่น Conures, African Greys , Macaws สามารถให้ได้มากกว่านั้นเล็กน้อย แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าควรจะให้อาหารในปริมาณมากน้อยแค่ไหน ให้จำไว้เสมอว่าให้ในปริมาณน้อยดีกว่าให้ในปริมาณมาก เนื่องจากถ้าให้มากเกินไปลูกนกอาจพ่นอาหารออกมา หรืออาหารที่มากไปจะไปอัดในถุงอาหารจนเกิด Crop impact ได้ นอกจากนี้อาจมีปัญหาอาหารล้นเข้าไปในหลอดลมซึ่งจะมีผลให้ลูกนกสำลัก อาหารที่ล้นเข้าไปจะทำให้เกิดปัญหาการติดเชื้อในช่องทางเดินหายใจในภายหลัง และหากโชคร้ายอาหารจำนวนมากเข้าไปปิดช่องทางเดินหายใจ ก็อาจทำให้ลูกนกตายในทันที

 

การให้อาหารลูกนกน้อยไปหน่อยจะปลอดภัยกว่า เพราะลูกนกจะแค่หิวเร็วขึ้นและจะร้องขออาหารเร็วขึ้น ดังนั้นเราควรคอยเฝ้าดูลูกนกอย่างใกล้ชิด หากลูกนกมีการร้องขออาหาร เราก็ป้อนอาหารให้ ความชำนาญของเราจะช่วยให้การป้อนอาหารครั้งต่อๆไปง่ายขึ้น และช่วยให้เรารู้ความต้องการอาหารของลูกนกมากขึ้น

 

ลูกนกจะต้องการอาหารป้อนอย่างน้อยทุกๆ 2 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่งโมงทั้งกลางวันและกลางคืน ลูกนกบางชนิด เช่น African Greys, Brotogeris ต้องการอาหารป้อนทุกๆ 1 ชั่วโมง ในช่วงแรกๆการให้อาหารถี่ขึ้นสำหรับลูกนกชนิดนี้จะช่วยในการพัฒนาการอย่างเหมาะสม อาหารผสมสำเร็จรูปหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไปหรือในกรณีฉุกเฉินเราอาจผสมอาหารป้อนสำหรับลูกนกเองก็ได้ อย่างไรก็ตามอาหารป้อนสำเร็จรูปยี่ห้อที่ดีจะมีส่วนผสมที่ได้คุณภาพ ลูกนกจะได้รับสารอาหารครบถ้วนแก่การเจริญเติบโตและการพัฒนาภูมิคุ้มกันโรค

 

ตัวอย่างอาหารที่นำมาให้ลูกนกกินได้ในยามฉุกเฉิน เช่น Creamy Wheat ยี่ห้อ Purlty, อาหารขวดสำหรับเลี้ยงทารก เลือกรสผักบดต่างๆ ผักบดผสมธัญพืช ผลไม้ต่างๆ หลีกเลี่ยงส่วนผสมของหัวหอมใหญ่, Rice อาหารเด็กทารก กล่องสีเหลืองแดงยี่ห้อ Beech Nut เราสามารถผสมอาหารดีๆเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเข้าเครื่องปั่น ปั่นนานจนเนื้ออาหารละเอียดที่สุด

 

ระหว่างสัปดาห์แรกของการให้อาหารลูกนก อาหารควรต้องมีส่วนผสมที่เจือจางมากและอาหารต้องอุ่น ในอุณหภูมิ 95-99 1/4 degrees Fahrenheit เราควรใช้เครื่องเทอโมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ หรือใช้ริมฝีปากบนที่สะอาด หรือใช้หลังมือในการทดสอบความอุ่นอ่อนๆที่พอดี และเราต้องมั่นใจว่าอาหารไม่ร้อนและปลอดภัยก่อนที่จะป้อนให้ลูกนก ลูกนกต้องการอาหารป้อนที่อุ่นอ่อนๆแต่หากไม่มั่นใจ แม้การให้อาหารที่เย็นลงเล็กน้อยจะปลอดภัยกว่าอาหารที่ร้อนเกินไป เพราะนอกจากอาหารร้อนจะทำให้นกบาดเจ็บภายนอก เช่น อาหารลวดผิวแล้ว อาหารร้อนจะทำให้เกิดปัญหาถุงพักอาหารทะลุ จนเป็นเหตุให้ลูกนกได้รับบาดเจ็บที่ต้องรักษาด้วยความทรมาน ไปจนถึงทำให้ลูกนกตายได้จากสาเหตุต่างๆที่จะมีผลตามมา

 

ในทางตรงข้าม หากอาหารที่ป้อนเย็นเกินไป ก็จะมีผลเสียทำให้ระบบการย่อยอาหารของลูกนก เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม เกิดอาหารอุดตันในถุงพักอาหาร อาหารที่ค้างนานจะบูดเสียในถุงพัก เกิดปัญหาการติดเชื้อและหากช่วยเหลือส่งถึงมือหมอไม่ทัน ก็จะทำให้ลูกนกตายได้เช่นกัน

 

วิธีผสมอาหารให้ลูกนก เริ่มจากใส่น้ำอุ่นลงในถ้วยอาหาร แล้วใส่อาหารสำเร็จรูปตามลงไป คนให้เข้ากันไม่เหลืออาหารจับเป็นก้อน รอให้อาหารเย็นตัวลงจนได้ความอุ่นอ่อนๆจึงป้อนให้ลูกนก หากผสมอาหารป้อนโดยใช้ไมโครเวฟ เมื่อนำอาหารออกมาจากตู้ ควรคนอาหารให้ทั่วก่อน เนื่องจากอาหารที่ออกมาจากเครื่องไมโครเวฟมักเกิดความร้อนเป็นบางจุด อาจทำให้ความร้อนลวกปากลวกคอลูกนก นอกจากนี้แป้งข้าวโพดที่เป็นส่วนผสมในอาหารสำเร็จรูปมักจับตัวกันเป็นก้อนคล้ายเจล หากไม่มีการคนให้แตกตัว จะมีผลเสียทำให้ลูกนกเกิดปัญหาอาหารย่อยยาก

 

ที่สำคัญควรผสมอาหารป้อนใหม่ทุกครั้ง ไม่ใช้อาหารป้อนที่ผสมค้างและไม่ควรผสมอาหารที่ละมากๆเข้าตู้เย็นไว้ เพราะแม้อาหารจะถูกเก็บในตู้เย็น ปริมาณแบคทีเรียที่เจริญเติบโตก็จะทำร้ายสุขภาพลูกนกที่บอบบางได้ง่าย อาหารที่ผสมค้างมักทำให้ลูกนกท้องเสีย

 

วันที่ 5

 

ในวันที่ 5 จะสังเกตเห็นว่า เล็บเท้าและจะงอยปากของลูกนกจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีที่เข้มขึ้น ลูกนกบางตัวอาจต้องการป้อนอาหารระหว่างเวลากลางคืนในระยะห่าง 4-6 ชั่วโมง นั้นหมายถึงเรายังคงป้อนอาหารทุกๆ 2 ชั่วโมงในตอนกลางวัน โดยปริมาณอาหารที่ให้อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในเวลานี้ยังจะเห็นได้ว่าลูกนกบางตัวจะยังมีขนาดไม่โตมากไปกว่าเมื่อแรกฟักออกจากไข่ แต่หากเปรียบเทียบกับลูกนกที่ปล่อยให้พ่อแม่นกเลี้ยงเอง อายุในเวลาเท่ากันนี้ ลูกนกที่พ่อแม่เลี้ยงเองจะมีขนาดใหญ่และจะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่าลูกนกที่ถูกนำออกมาเลี้ยงโดยคน

 

ทั้งนี้ไม่ต้องเป็นกังวล ด้วยวิธีการให้อาหารที่ถูกต้องเหมาะสมลูกนกจะค่อยๆ มีขนาดเพิ่มขึ้นและโตทันเท่าๆกัน

 

สัปดาห์ที่ 2

 

ในขณะที่ลูกนกอายุ 2 สัปดาห์ ตาและรูหูทั้งสองข้างจะเริ่มเปิด ลูกนกเริ่มมีขน Second Down ที่หนาขึ้นกว่าขนหร็อมแหร็ม Sparse Down ที่มีในวันแรกๆของการฟักออกจากไข่และในระหว่างสัปดาห์ที่ 2-3 นี้ ลูกนกจะมีขนที่หนาขึ้นเรื่อยๆและจะมีหลอดขนที่สีเข้มเกิดขึ้นที่ใต้ผิวหนัง

 

ลูกนกที่โตประมาณ 2 สัปดาห์นี้ ควรย้ายไปเลี้ยงในแทงค์ที่ทำด้วยพลาสติคใสหรือแก้ว ใช้กระดาษเช็ดมือชนิดที่เรียกว่า Paper Towels รองบนพื้นและควรฉีกกระดาษชนิดเดียวกันนี้ให้เป็นฝอยๆใส่ไว้ด้วยเพื่อช่วยในการทรงตัวของลูกนก มีวัสดุหลายชนิดที่จะใช้เพื่อการรองพื้น เช่น เปลือกไม้ชนิดที่ขูดบางๆ Shavings เลือกชนิดที่นิ่มไม่มีความคมและไม่มีเสี้ยนไม้โดยเด็ดขาด หรืออาจเลือกใช้กระดาษที่ผลิตสำเร็จรูปสำหรับใช้ในการนี้โดยเฉพาะ แต่ไม่ว่าจะเลือกวัสดุรองพื้นใดๆต้องเลือกด้วยความระมัดระวังและควรคำนึงถึงปัญหา หากลูกนกบางตัวอาจกินพวกวัสดุรองพื้นนี้ จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ หากพบว่าลูกนกกินวัสดุรองพื้น ควรรีบเปลี่ยนวัสดุทันที

 

การให้ความอบอุ่นทำโดย ปูแผ่นทำความร้อน Heating Pad เพียงครึ่งหนึ่งของแทงค์ ที่ใต้ก้นแทงค์ด้านนอก ตั้งระดับความร้อนต่ำหรือปานกลาง การนำลูกนกออกมาไว้ในแทงค์เช่นนี้ทำให้ลูกนกได้คุ้นเคยและชินกับอากาศภายนอก แทงค์ขนาด 5-10 แกลลอน จะมีการหมุนเวียนของอากาศที่ดีกว่าในตู้กก (brooder) แต่หากมีนกเพียงแค่หนึ่งตัว ควรย้ายลูกนกต่อเมื่อลูกนกอายุมากกว่า 2 สัปดาห์ไปแล้ว สำหรับลูกนกหลายตัวการย้ายลูกนกเข้าแทงค์เมื่อลูกนกอายุประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะลูกนกหลายตัวจะเบียดตัวกันเองหรือจะแยกตัวกันตามความรู้สึกอบอุ่นที่ลูกนกจะรู้สึกได้

 

ลูกนกแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน หากต้องการใส่ห่วงขาให้ลูกนกในช่วงนี้ ลูกนกบางชนิดสามารถใส่ห่วงขาให้ได้เมื่ออายุ 10 วัน ทั้งนี้ห่วงขาต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับขาลูกนก แต่ลูกนกที่มีการพัฒาในการเจริญเติบโตช้าอาจยังไม่สามารถใส่ห่วงให้ได้จนกว่าลูกนกจะมีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ **อย่างไรก็ตามการใส่ห่วงขาให้ลูกนกจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี หากไม่มีความจำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใส่ห่วงขา

 

สัปดาห์ที่ 3

 

ในช่วงอายุนี้ลูกนกมักจะมีขนหนามขึ้นปกคลุมเต็มตัวทั้งขนปีกและขนหาง ในลูกนกบางชนิดขนอาจจะโชว์สีออกมาบ้างแล้ว และในช่วงนี้ลูกนกไม่ต้องการอาหารป้อนในตอนกลางคืนแล้ว สำหรับอายุนี้ควรป้อนอาหารในช่วงเวลาห่างประมาณ 6-8 ชั่วโมง

 

เมื่อช่วงระยะเวลาของการให้อาหารห่างมากขึ้น จะทำให้ในระหว่างวันลูกนกจะกินอาหารป้อนในปริมาณมากขึ้นกว่าเมื่อตอนที่ฟักออกจากไข่ ส่วนผสมของอาหารจะข้นขึ้นอีกเล็กน้อย ลักษณะคล้ายซุปข้น หากไม่แน่ใจว่าอาหารจะข้นเกินไปหรือเปล่าให้ยึดหลัก ข้นน้อยหน่อยดีกว่าข้นมากไป เพราะการป้อนอาหารที่ข้นมากไป อาหารจะย่อยยาก เกิดเป็นอาหารอัดแน่นในถุงอาหาร crop แต่หากอาหารเหลวเกินไป นกก็จะแค่หิวเร็วขึ้นเพราะอาหารจะไหลผ่านลงในร่างกายเร็วขึ้น เราก็แค่ป้อนถี่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะปลอดภัยกว่า ระยะห่างของการป้อนก็อาจเป็น 4-6 ชั่วโมงในระหว่างวันแทนระยะห่าง 6-8 ชั่วโมง

 

ถ้าลูกนกอยู่ในแทงค์ ในระหว่างช่วงเวลานี้อาจไม่ต้องเปิดแผ่นทำความอุ่น Heating pad แล้ว หรือหากเปิดก็แค่เล็กน้อย และหลังจากนี้อีกหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องทำความอุ่นในเวลากลางคืน เพราะร่างกายของลูกนกจะมีความอบอุ่นในตัวเองเพียงพอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายในบ้านและอุณหภูมิในช่วงฤดูนั้นๆของปีด้วย แต่หากยังพบว่าอากาศเย็นก็ควรเปิดแผ่นทำความอุ่น Heating pad ให้ลูกนก โดยเลือกตั้งอุณหภูมิตามความเหมาะสม

 

หากไม่มีเครื่องทำความอุ่น ให้เลือกใช้หลอดไฟชนิดพิเศษที่ให้ความอุ่นแต่ไม่ให้แสงสว่าง หรือใช้หลอดไฟบ้านแรงต่ำ และควรหาผ้าบางมาบังแสง เพราะแสงสว่างทำอันตรายต่อสายตาลูกนก ใช้มือทดสอบความร้อนของไฟ ด้วยการวางมือใกล้ตัวลูกนกแล้วขยับหลอดไฟเข้าออกให้ได้ความอุ่นที่ไม่ทำร้ายผิวลูกนก

 

สัปดาห์ที่ 4

 

ในช่วงอายุนี้ ลูกนกหลายชนิดจะมีขนปกคลุมแล้ว แต่อาจมีลูกนกบางชนิดที่ยังมีขนหนามที่ใกล้จะแตกออกมาเป็นขน ในระหว่างอายุนี้ลูกนกยังคงอยู่ในแทงค์ และนกส่วนใหญ่ไม่ต้องการแผ่นทำความอุ่น Heating pad อีกต่อไป ลูกนกบางตัวอาจรู้จักกินอาหารมนุษย์ เช่น Cheerios หรือ Froot Loops ในเวลากลางวันระหว่างรออาหารป้อนตามปกติ

 

ในอายุขนาดนี้ลูกนกต้องการการป้อนอาหารทุก 4-6 ชั่วโมง และต้องการอาหารป้อนในปริมาณที่มากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนหน้านี้ นก Conures, Senegals, Mayer's ต้องการอาหารในปริมาณ 5-10 cc ต่อครั้ง นก African Greys, Amazons ต้องการอาหารในปริมาณ 15-25 cc ต่อครั้ง

 

นกในอายุนี้ จะเริ่มสนใจสภาพแวดล้อมรอบๆตัว รู้จักผู้ป้อนอาหารและเริ่มพัฒนาบุคลิคภาพของตัวเอง นกอย่าง Conures อาจนอนหงายท้องเพราะนั้นเป็นลักษณะนิสัยการนอนของนกชนิดนี้ ซึ่งเป็นปกติ ในช่วงนี้ควรใช้เวลาเล่นกับลูกนก เพื่อให้เกิดความผูกพันและพัฒนาการที่ดีของลูกนก

 

สัปดาห์ที่ 5

 

ลูกนกเริ่มมีขนมากขึ้น แม้ในขณะที่ยังอาจมีลูกนกบางชนิดที่ขนอาจยังขึ้นไม่ครบแต่ลูกนกอย่างเช่นLovebirds, Brotogeris, Cockatiels และ Conures แทบจะมีขนขึ้นจนเต็มและเกือบพร้อมสำหรับการนำลูกนกเข้าอยู่ในกรงได้แล้ว

 

ในส่วนของลูกนกที่มีขนขึ้นจนเต็มแล้ว เราอาจเริ่มจะนำลูกนกมารู้จักการอยู่ในกรงได้ โดยนำลูกนกมาไว้ในกรงในเวลากลางวันที่มีอากาศอบอุ่น กรงที่ใช้ควรเป็นกรงที่มีตระแกรงที่พื้นกรง เพื่อกันไม่ให้ลูกนกสัมผัสกับมูลนก ซี่กรงควรถี่ประมาณ 1/2 X 1 นิ้ว และกรงควรจะเป็นกรงที่ไม่สูงนัก ประมาณ 20 นิ้วหรือขึ้นกับขนาดนก โดยควรติดตั้งคอนให้อยู่ในระดับต่ำ เตรียมถ้วยอาหารแบบตื้นๆวางที่พื้นกรง

 

ในขณะที่นำลูกนกมาทดลองให้รู้จักการอยู่ในกรง ควรระวังเรื่องถ้วยน้ำให้มากเพราะลูกนกยังเล็ก หากลูกนกลงไปในถ้วยน้ำลูกนกอาจเกิดอาการหนาวเย็นซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ หากไม่อาจเฝ้านกได้ตลอดเวลา ควรเลือกให้น้ำในถ้วยที่เล็กและถ้วยควรมีน้ำหนักพอที่จะไม่หกคว่ำทำให้ลูกนกตัวเปียก หรือให้น้ำลูกนกด้วยวิธีอื่น เช่น หากกังวลมากควรให้ผักผลไม้ที่มีน้ำมากแทน

 

ในระหว่างที่ลูกนกอยู่ในกรงลูกนกจะลองสำรวจกรง อาจอยากลองปีนป่าย ลองหัดขึ้นคอน รวมถึงลองอาหารใหม่ๆที่เรานำมาให้หัดกิน ในระยะแรกลูกนกอาจแค่ลองคุ้ยเขี่ยและลองเล่นกับอาหารเหมือนอาหารเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง ตกค่ำเราควรนำลูกนกออกจากกรงเพื่อกลับเข้านอนในแทงค์อย่างเดิมเพื่อความอบอุ่น หลังจากเวลาผ่านไปจนเข้าสัปดาห์ที่ 6 ลูกนกที่มีขนขึ้นเต็มอาจอยู่ในกรงได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

 

ในระหว่างสัปดาห์ที่ 5 นี้ ลูกนกยังคงได้รับการป้อนอาหารในทุกๆ 5-6 ชั่วโมง ลูกนกบางตัวอาจกินอาหารที่ป้อนน้อยลง และลูกนกบางตัวอาจปฏิเสธการป้อน ซึ่งถือได้ว่าปกติ นกบางชนิดเช่น green-cheeked, maroon-bellied, painted conures, grey-cheeked parakeets จะกินอาหารได้เอง(wean) และไม่ต้องการการป้อนอาหาร แม้ในอายุที่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ ซึ่งการเกิดอาการกินอาหารได้เองในเวลานี้อาจถือว่าเร็วเกินไป

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าลูกนกจะเริ่มหัดกินได้ด้วยตัวเองแล้ว เราก็ยังควรเฝ้าดูและระวังเรื่องน้ำหนักของลูกนกตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกนกไม่มีน้ำหนักที่ลดลงมากเกินไป อาจเป็นไปได้ที่ลูกนกจะมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อย หากการลดลงของน้ำหนักนั้นเป็นการลดลงของน้ำหนักในส่วนที่เป็นไขมัน ที่เรียกว่า baby fat และวิธีที่ดีที่สุดคือการนำลูกนกมาชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อความแน่ใจว่าน้ำหนักของลูกนกไม่ลดลงจนมากเกินไป

 

อาหารที่ให้ลูกนกหัดกินหลังจากเริ่มกินอาหารได้เองควรมีหลากหลาย เพื่อให้ลูกนกได้ทำความรู้จักอาหารที่ดีต่างๆ เช่น อาหารเช้าพวก Cereals ที่ไม่ต้องเติมนมวัวอย่าง Cheerios, Froot Loops พวงมิลเล็ท เมล็ดทานตะวันแกะเปลือก ถั่วต่างๆที่ทำให้งอก(Sprout) ขนมปัง อาหารสำเร็จรูป ผลไม้และผักต่างๆ หลังจากที่ลูกนกเริ่มรู้จักและคุ้นเคยอาหารเหล่านี้แล้ว ค่อยๆเริ่มให้ลูกนกรู้จักกินเมล็ดพืชรวมนาๆชนิด การให้ลูกนกได้กินอาหารที่หลากหลายเป็นการฝึกให้ลูกนกเคยชินกับอาหารนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเลือกกินและกินอาหารยากเมื่อลูกนกโตขึ้น

 

สัปดาห์ที่ 7

 

ในอายุนี้ลูกนกขนาดเล็กส่วนใหญ่เริ่มที่จะกินอาหารได้เอง พึงจำไว้ว่าในลูกนกแต่ละตัวนั้นย่อมมีนิสัยและบุคคลิกที่ไม่เหมือนกัน อาจจะยังมีลูกนกบางตัวที่ต้องการให้ป้อนต่อ เราควรใช้ความสังเกตและวิจารณญาณ หากพบว่าลูกนกตัวไหนยังไม่พร้อมเราควรป้อนลูกนกตัวนั้นต่อ

 

นกอย่าง African greys, Macaws และ Amazons อาจต้องใช้เวลานานกว่า 7 สัปดาห์ที่จะกินอาหารได้เอง แม้ว่าอายุจะถึง 9 สัปดาห์ก็อาจยังเห็นว่านกในกลุ่มนี้ขนยังขึ้นไม่เต็ม และอาจเป็นไปได้ที่ลูกนกอาจยังไม่รู้จักกินอาหารเองจนกว่าจะถึงอายุ 4 เดือน เนื่องจากลูกนกเหล่านี้มีระยะเวลาขั้นตอนในการเจริญเติบโตที่ช้ากว่านกชนิดอื่น

 

ลูกนกขนาดเล็กส่วนใหญ่เช่น Senegals, Jardines, Meyers, Pionus และ Conures จะกินอาหารได้เองในช่วงอายุ 3 เดือน หรืออาจมีบางตัวที่เร็วกว่านั้น หากเกิดปัญหาลูกนกไม่ยอมกินอาหารเอง เราควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดคิดอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นกับลูกนก และเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

 

ลูกนกที่ถือได้ว่าเป็นลูกนกที่กินเองได้อย่างสมบูรณ์ เราควรเห็นว่าลูกนกตัวนั้นๆกินอาหารได้เองโดยไม่ต้องป้อนมานานเป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ไปแล้ว

------------------------------------

 

รู้จักนกปรอดหัวจุก

 

นกปรอดหัวจุกแต่เดิมมีผู้คิดค้นนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นเพื่อนคู่ใจคนแรก คือ ปรกเทศจีน เมื่อปีพ.ศ.2410โดยประมาณใส่ใว้ในกรงไม้สี่เหลี่ยมขนาดเล็กและมักชอบหิ้วถิอไปเที่ยวสังสรรค์ใน

 

หมู่เพื่อน ๆ ตามร้านกาแฟโรงน้ำชาทั่วไป แต่ก่อนหน้านั้นชอบเลี้ยงนกโรบิ้น เลี้ยงไปเลี้ยงมาเห็นว่านกโรบิ้นเป็นนกเสาะตายง่ายเลยไม่ชอบ ตอนหลังๆได้พบกับนกปรอหัวโขนหรือปรอดจุกซึ่งประกอบไปด้วยความสวยงามด้านสีสัน

 

ลักษณะต่างๆรวมทั้งเสียงร้องอันไพเราะออกเป็นลีลาเพลงความพิเศษในนกชนิดนี้จึงดูเหมือน

 

เพิ่มสีสันให้ผู้เป็นเจ้าของ โดดเด่นขึ้นในสังคมจีนผู้รักสัตว์เลี้ยงชนิดนี้อย่างถ้วนหน้ากัน

-------------------------------------------

ลักษณะทั่วไปของนกกรงหัวจุก

 

แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขน

 

สีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัว ขนส่วนหัวจะร่วมกันเป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน ใต้ท้องมีขนสีขาวนกปรอดหัวโขนเคราแดง หรือนกกรงหัวจุกนั้นทางภาคใต้นิยมเลี้ยงกันมายาวนานแล้ว และสืบทอดกันมาชั่วลูกหลานจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จนเรียกได้ว่าการเลี้ยงนกกรงหัวจุกเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านหรือเป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่งของคนภาคใต้ไป

 

แล้วและไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ว่าคนทางภาคใต้เริ่มเลี้ยงมาตั้งแต่เมื่อใด แต่มีหนังสือนกกรงหัวจุกเล่มหนึ่งโดยมีคุณศักดาท้าวสูงเนินเป็นบรรณาธิการได้รวบรวมและเขียนเอา

 

ไว้ว่าการเริ่มเลี้ยงนกปรอดประเทศสิงคโปร์ น่าจะเป็นชาติแรกที่นิยมเลี้ยงนกปรอดก่อนประเทศอื่นๆ และได้ให้ความสำคัญกับนกชนิดนี้มาถึงกับเอารูปนกปรอดหัวโขนเคราแดงมาเป็นสัญลักษณ์ในการ

 

พิมพ์ธนบัตรใช้จ่ายภายในประเทศ ดังนั้น จึงขอสันนิษฐานว่าน่าจะเลี้ยงก่อนชาติอื่นๆ

----------------------------------

 

วิธีการดูเพศของนกกรงหัวจุก

 

วิธีการดูรูปร่าง ลักษณะสัณฐานนกเพศผู้นกเพศเมีย ตามที่ผู้รู้ซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องนี้

 

กล่าวบันทึกเอาไว้โดยใช้หลักทฤษฎีแบบภูมิปัญญาชาวบ้านๆ“แต่ความแม่นยำบางครั้งก็

 

มีทายผิดส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกมากกว่าถึง 70 %” ตามข้อมูลในการแนะแนวการดูนกผู้

 

ู้ นกเมีย ท่านได้กล่าวไว้กว้างๆ 2 แนวทางดังนี้1.ลักษณะนกกรงหัวจุกเพศผู้

 

หัวค้อนข้างจะโตใหญ่ รูปร่างขนาดใหญ่ มีโครงสร้างส่วนต่างๆดูว่าใหญ่ ลีลาการร้องท่าทำนอง

 

ดูหาญ แสดงอาการคึกคะนองตลอดเวลา ส่งเสียงร้องดัง ชัดกังวานไกล ฟังเสสียงหนักแน่น

 

นกจะมีท่าที่อากัปกิริยา กระโดดโผบินไปมา เชิงลีลาแพรวพราว ซึ่งบอกถึงลักษณะ

 

ความเป็นนกผู้ของตัวเอง นกเพศเมียมีรูปร่างโครงสร้างเล็ก ใบหน้าหัวตัวเล็ก

 

ร้องเสียงเบาสีสันเหมือนนกผู้เวลาเจอนกผู้จะแถปีกให้

---------------------------------

อาหาร

ในตอนเช้า เปิดผ้าคลุมกรงนกออก แล้วเปลี่ยนอาหารให้นกกินใหม่ โดยการผ่ากล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก ลูกตำลึงสุก แตงกวา บวบ ออกเป็นครึ่งลูก หรือทำเป็นชิ้น ๆ ถ้าเป็นลูกตำลึงลุกก็ให้ทั้งลูกเลย การให้อาหารควรจะสลับกันไปวันละ 2 ชนิด เพื่อกันไม่ให้นกเบื่ออาหาร สำหรับอาหารเม็ดก็ใส่ไว้ในถ้วยอาหาร อาจจะไม่ต้องให้ทุกวัน

--------------------------------

สังเกตดูขี้นก

ในตอนเช้า เมื่อเปิดกรงนกหัวจุก ให้สังเกตดูขี้นก หากขี้นกเป็นแบบขี้จิ้งจก คือเป็นเม็ดสีขาวดำ แสดงว่านกเป็นปกติ แต่ถ้าขี้นกเป็นขี้เหลว หรือขี้เป็นน้ำ ก็แสดงว่านกเป็นโรคต้องรีบรักษาทันที

--------------------------------

น้ำ

ให้เอาน้ำเก่าทิ้งไป แล้วเอาน้ำใหม่ใส่ให้เกือบเต็มถ้วย เพราะน้ำเก่าอาจจะสกปรก

--------------------------------

การดูแลนกกรงหัวจุกในแต่ละวัน

นำนกกรงหัวจุกไปตากแดด

ใน ตอนเช้า ผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุกจะต้องรู้วิธีการยกกรงนกไปแขวน โดยมีวิธีการยกคือ มือหนึ่งจะต้องปิ้วที่ตะขอกรงนก เมื่อไปถึงชายคาบ้าน หรือราวที่จะแขวนกรงนก หรือกิ่งไม้ หรือราวที่ฝึกซ้อม และราวที่จะแขวนนกประกวดแข่งขันแล้ว ก็ใช้มือข้างที่ถนัดจับที่มุมกรงมุมใดมุมหนึ่งที่เป็นเสากรง ห้ามจับที่ซี่ลูกกรง เพราะซี่ลูกกรงจะบอบบางไม่แข็งแรงและหักได้ จากนั้นก็ยกกรงนกขึ้นชู โดยดูที่ตะขอแขวนนกว่าตรงกับที่แขวนหรือราวแล้วหรือยัง ถ้าตรงกับที่แขวนและราวแล้ว ก็ให้ปล่อยมือลง ข้อควรระวัง อย่าแขวนนกที่มีอายุน้อยใกล้กับนกที่มีอายุมาก ซึ่งนกที่มีอายุมากจะข่มขู่นกที่มีอายุน้อยกว่า เพราะนกสามารถจะจำเสียงได้ และจะตื่นกลัว

การที่นำนกไปแขวนไว้นี้ เพื่อให้นกได้กระโดดไปมาออกกำลังกายและเพื่อให้นกร้อง จนถึงตอนบ่าย จึงจะเก็บนกไว้ในที่ร่มต่อไป ถ้าเป็นลูกนกและนกหนุ่ม ค่อยๆ เพิ่มเวลาแขวนตากแดดวันละ 1 ชั่วโมง เป็นวันละ 2 ชั่วโมง และตากแดดได้นานขึ้นจนนกเคยชิน เพราะเวลานกกรงหัวจุกเข้าประกวดแข่งขันต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง กว่าจะประกวดเสร็จ เพราะนกต้องตากแดดตลอดเวลาการประกวด

 

เก็บนกไว้ในที่ร่ม

หลังจากให้นกตากแดดตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนบ่าย ก็ให้เก็บนกและกรงนกไว้ในที่ร่ม ให้ทำความสะอาดกรง และอื่นๆ ดังนี้

 

    1. ทำความสะอาดกรงนก โดยเปลี่ยนตัวนกกรงหัวจุกไปไว้กรงอื่นเป็นการสอนนกไม่ให้เลือกกรงและเคยชิน ต่อการเปลี่ยนกรง จากนั้นก็ให้ทำความสะอาดกรงนกที่เห็นว่าสกปรก ถ้ากรงนกสะอาดดีแล้วก็ไม่ต้องทำความสะอาด

    2. ทำความสะอาดตะขอที่เกี่ยวอาหาร

    3. ทำความสะอาดถ้วยใส่น้ำ

    4. ทำความสะอาดถ้วยใส่อาหารเม็ด

    5. ล้างถาดรองขี้นกใต้กรง

    6. ให้อาหารและน้ำนกเหมือนเดิม

    7. ให้นกอาบน้ำ เมื่อนำนกไปเก็บไว้ในที่ร่ม ก็ให้นำกล่องพลาสติกหรือขันอาบน้ำใส่ไว้ในกรง ใส่น้ำลงไป นกก็จะอาบน้ำเอง ถ้านก ตัวไหนไม่ชอบอาบน้ำ ก็จะใช้ขวดแบบสเปรย์ฉีดน้ำเป็นฝอยให้ทั่วตัวนก จากนั้นนกก็จะเคยชินและอาบน้ำเองได้ เมื่อนกอาบน้ำเสร็จก็จะไซร้ขน เพื่อทำให้ขนสะอาดและแห้งไม่คันตัว แล้วก็เทน้ำที่ขันอาบน้ำนกทิ้งไป แล้วคว่ำขันลง ทิ้งขันอาบน้ำนี้ไว้ในกรง นกเมื่อได้อาบน้ำแล้วจะมีความสุข มีอารมณ์ดีแจ่มใส และร้องเพลงได้ดีเหมือนคนคือถ้าได้อาบน้ำก็จะรู้สึกสบายตัว

    8. ให้นำนกไปแขวนไว้ที่ชายคาบ้าน หรือราว หรือกิ่งไม้ไว้เหมือนเดิม ในช่วงเวลาประมาณ 15.00-16.00 น. ซึ่งจะเป็นแดดอ่อน ๆ ไม่แรงมากนัก ให้นกได้ตากแดดในช่วงเข้าและช่วงเย็น เพราะแสดงแดดมีวิตามินดีทำให้กระดูกของนกแข็งแรง และเพื่อให้นกขนแห้งสนิทเมื่อได้ตากแดดขนก็จะฟูสวยงามเป็นเงาและไม่คันตัว กรงนกก็จะแห้งและไม่ขึ้นรา อายุการใช้งานของกรงก็นานขึ้น

    9. หลังจาก 16.00 น. ในช่วงใกล้ค่ำ ให้เก็บนกเข้าบ้าน ปิดผ้าคลุมกรงนกจะได้หลับพักผ่อน เวลานกนอนจะชอบความสงบ ไม่ชอบให้มีเสียงรบกวน

 

---------------------------------------

โรค สาเหตุ และการป้องกัน

 

โรคไข้หวัด

สาเหตุ เกิดจากในเวลาฝนตกละอองฝนจะถูกนกหรือนกถูกลมเย็นโกรกมากๆ ทำให้เป็นโรคไข้หวัดได้

อาการ

- ขนนกจะพองไม่เรียบ

- ดวงตาไม่สดใส นกจะซึมคอตก และหลับตา ตาจะแฉะ

- นกไม่กระโดดไปมา ยืนหรือนั่งนิ่งๆ อยู่บนคอนเกาะ ร้องน้อยหรือไม่ร้องเลย

- นกจะเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ลง จะมีอาการไอหรือจามมีน้ำมูก ตอนแรกน้ำมูกจะใส่ต่อมาจะข้น

การป้องกัน

- ให้นกกินพริกขี้หนูแดง โดยหั่นผสมกับน้ำผึ้ง

- พยายามให้นกออกกำลังบ้าง โดยการเคาะกรงให้กระโดด เพื่อสร้างความแข็งแรง

- นำนกไปตากแดดอ่อนๆ แล้วเก็บเข้าร่ม เพื่อให้ขนและตัวนกแห้ง

- ใช้ตะไคร้ใส่ถ้วยน้ำให้นกกินน้ำ เพราะตะไคร้เป็นยาแก้ไข้

การรักษา

- ให้ยาแก้ไขนก โดยซื้อจากร้านขายอุปกรณ์นก

- ให้ยาลดไข้เด็กที่เป็นน้ำหยดใส่ปากนก 2-3 หยด

- ให้หอมแดงโดยทับหัวให้แตก ทำให้เกิดกลิ่น เอาผ้าขาวบางห่อหัวหอม นำไปแขวนไว้ในกรง อยู่ระดับเดียวกับคอนเกาะ ให้นกดมกลิ่นหอมแดง จากนั้นก็ใช้ผ้าคลุมกรง นกก็จะสูดเอากลิ่นหอมแดงเข้าไป เมื่อกลิ่นหอมแดงหมดก็เปลี่ยนใหม่ เพราะกลิ่นหอมแดงเป็นยาแก้ไขหวัด

- ใช้ใบตะไคร้ขยี้ให้เกิดกลิ่น แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อไปใส่ไว้ในกรงเช่นเดียวกับหอมแดง

โรคขี้นก

สาเหตุ  นกกินผลไม้ไม่สุก เพราะที่เปลือกผลไม้ยังมียางอยู่ ทำให้การขับถ่ายลำบากติดก้นนก และขี้นกจะเหนียว โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า ควรเป็นกล้วยที่สุกแล้ว

การป้องกัน ผลไม้ที่นำมาให้นกกิน ควรเป็นผลไม้สุกแล้ว ครั้งละ 2 ชนิด อย่าให้กินกล้วยเพียงอย่างเดียว เช่น ควรกินกล้วยกับมะละกอ ส้มกับมะเขือเทศ และแตงกวากับลูกตำลึงสุก เป็นต้น

      

Visitors: 53,283